26 กุมภาพันธ์ 2562 7 จังหวัดภาคเหนืออ่วม ไฟป่า-ลอบเผากระหน่ำ ฝุ่นควันพิษพุ่งระดับส้ม

ที่มา: https://www.naewna.com/local/397741

7 จังหวัดภาคเหนือคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ย้ำคุมเข้มมาตรการห้ามเผาต่อเนื่อง ขณะที่กรมป่าไม้จับแล้ว 10 ราย ส่วนสถานการณ์ไฟป่าลำปางสาหัส ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ประชาชน รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ลุยเข้าดับในพื้นที่เข้าถึงยาก หนักสุดที่อำเภอเถิน อำเภอเมืองลำปาง ฝุ่นพิษเกินมาตรฐานอยู่ระดับสีเหลือง แม่ฮ่องสอน PM 2.5 หมอกควันยังคลุ้งต่อเนื่องวันที่ 4 พบมีคนลอบเผา ชิงเผาธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่าจากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ ช่วงเวลา 05.00 น. มีจังหวัดที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินค่ามาตรฐาน 100 รวม 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ที่ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ตำบลช้างเผือก ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง ที่ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง ตำบลบ้านดง ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดน่าน ที่ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร่ ที่ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดพะเยา ที่ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา มีค่า PM2.5 ระหว่าง 51 – 69 มคก./ลบ.ม. ค่า PM 10 ระหว่าง 65-96 มคก./ลบ.ม. และ AQI มีค่าระหว่าง 101 – 147 ซึ่งคุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสาน 7 จังหวัดภาคเหนือเตรียมพร้อมป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ เน้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาพื้นที่เกษตรกรรม ส่งเสริมการจัดทำแนวกันไฟ และรณรงค์การไถกลบแทนการเผา พร้อมให้เฝ้าระวังการเผาในเขตริมทางหลวงอย่างเข้มข้น อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงถึงสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดขณะนี้ว่า จากการตรวจสอบจุดความร้อน หรือฮอต สปอร์ต ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 24 กุมภาพันธ์ 2562 พบจุดความร้อนรวมทั่วประเทศ 13,712 จุด แบ่งเป็น 1.จุดความร้อนในเขตป่าพบ 4,052 จุด คิดเป็นร้อยละ 30 ของจุดความร้อนทั้งหมด แยกเป็น พื้นที่ป่าคงสภาพ 2,974 จุด คิดเป็นร้อยละ 22 ของจุดความร้อนทั้งหมด จุดความร้อนในพื้นที่เกษตรในเขตป่า 1,078 จุด คิดเป็นร้อยละ 8 ของจุดความร้อนทั้งหมด 2.จุดความร้อนนอกเขตป่า 9,660 จุด คิดเป็นร้อยละ 70 ของจุดความร้อนทั้งหมดสำหรับจุดความร้อนในเขตป่าหรือป่าคงสภาพและเกษตรกรรมในเขตป่า ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 1,653 จุด ดังนี้ 1. เชียงใหม่ 336 จุด (ร้อยละ 20) 2. ตาก 290 จุด (ร้อยละ 18) 3. น่าน 256 จุด (ร้อยละ 15) 4. ลำปาง 244 จุด (ร้อยละ 15) 5. เชียงราย 165 จุด (ร้อยละ 10) 6. ลำพูน 161 จุด (ร้อยละ10) 7. แพร่ 80 จุด (ร้อยละ 5) 8. แม่ฮ่องสอน 62 จุด (ร้อยละ 4) 9. พะเยา 59 จุด (ร้อยละ 4) เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าทั้งของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับประชาชนอาสาดับไฟป่าสามารถดับไฟในพื้นที่ต่างๆได้ 542 ครั้ง พื้นที่เสียหาย 9,049 ไร่ ศูนย์วอร์รูมไฟป่าจังหวัดลำปาง รายงานสถานการณ์ไฟไหม้หลายพื้นที่ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่และภาคประชาชนจิตอาสามากกว่า 100 คน เดินเท้าเข้าดับในแต่ละจุด รวมถึงใช้เฮลิคอปเตอร์ของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นโปรยน้ำดับไฟป่าในพื้นที่ดอยผาหอม นอกจากนี้ยังพบว่าเกิดไฟไหม้เพิ่มขึ้นอีกในพื้นที่บ้านนายาบ บ้านสามขา บ้านนาบง และบ้านเอียก อำเภอแม่ทะด้วย ซึ่งไฟไหม้ป่าปัจจุบันกระจายไปในหลายพื้นที่ ที่หนักสุดคือ อำเภอเถิน อำเภอแม่ทะ อำเภอแจ้ห่ม และเขตอำเภอเมืองลำปาง ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ในภาคพื้นประสบปัญหาในการเดินทาง เนื่องจากจุดที่เกิดไฟป่าเป็นพื้นที่สูงชัน 60-70 องศาและมีเชื้อเพลิงคือหญ้าแห้งหนาแน่น รวมทั้งลมแรงทำให้ไฟลุกลามเร็ว ทำให้การดับไฟยาก กรมควบคุมมลพิษได้รายงานสถานการณ์ คุณภาพอากาศของภาคเหนือว่า อยู่ในระดับคุณภาพดีถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ สารมลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐานได้แก่ ฝุ่น PM 2.5 ตรวจพบค่าระหว่าง 32 – 73 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน โดยจังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 11.00 น. วัดค่าค่าฝุ่น PM 2.5 PM 10 อยู่ในระดับสีเหลือง และสีส้ม สูงสุดอยู่ที่ ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง 73 มคก./ลบ.ม. รองลงมาคือ ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ 67 มคก./ลบ.ม. ตำบลแม่เมาะ 55 มคก./ลบ.ม. และตำบลสบป้าด 49 มคก./ลบ.ม. ที่ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน วัดค่า PM 2.5 วัดได้ 67 มคก./ลบ.ม. และค่า AQI วัดได้ 142 ซึ่งเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 หลังมีการชิงเผาป่าพื้นที่ใกล้เคียงศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน และฝุ่นควันไฟป่าที่สะสมต่อเนื่องมาหลายวัน ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แจ้งหน่วยงานในสังกัดศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ให้เข้าใจตรงกันว่า ขณะนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ระหว่างการจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งกำหนดให้ทุกอำเภอจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเผาตามหลักวิชาการ การทำปุ๋ยหมัก หรือการไถกลบตอซัง ตามแผนจัดการเชื้อเพลิงที่แต่ละอำเภอกำหนดไว้แล้ว โดยชิงเผาช่วงเวลา 15.00 น. และต้องควบคุมการชิงเผาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกันลุกลามออกนอกพื้นที่ชิงเผา จึงขอให้ทุกอำเภอดำเนินการตามแผนและมาตรการจัดการเชื้อเพลิงตามที่กำหนดไว้ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากหมอกควันไฟป่า ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดช่วงค่ำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศูนย์ป้องกันแก้ปัญหาไฟป่าฯ รับแจ้งเหตุเกิดไฟป่าบริเวณพื้นที่บ้านห้วยโป่งแข่ ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หลังศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าเกิดไฟป่า เมื่อเข้าตรวจสอบทราบว่า ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านไม้แงะ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป จะมีการชิงเผาบริเวณในพื้นที่รับผิดชอบและพื้นที่ใกล้เคียง (หลังศาลากลาง บ้านห้วยโป่งแข่ง) โดยมีการควบคุมการชิงเผาของผู้ใหญ่บ้าน และทีมงาน อย่างใกล้ชิด